สแกนนิ้ว สแกนใบหน้า หรือทาบบัตร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับหน้างาน

เครื่องสแกนสามแบบราคาต่างกันหลายเท่า แต่ไม่ใช่ว่าแบบแพงที่สุดจะเหมาะกับทุกที่ บทความนี้เทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบตามหน้างานจริง พร้อมเรื่องตัวล็อกและไฟดับที่คนมักลืมคิด
ทำไมต้องเลือกให้ตรงหน้างาน
เครื่องสแกนสำหรับควบคุมประตูมีสามแบบหลัก ราคาต่างกันได้หลายเท่า แต่แบบที่แพงที่สุดไม่ได้เหมาะกับทุกที่ ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือโรงงานซื้อเครื่องสแกนลายนิ้วมือมาติดที่ประตูไลน์ผลิต แล้วพบว่าพนักงานใส่ถุงมือตลอดเวลา ต้องถอดถุงมือทุกครั้งที่ผ่านประตู กลายเป็นทั้งช้าและไม่ถูกสุขลักษณะ
เทียบสามแบบ
| สแกนลายนิ้วมือ | สแกนใบหน้า | ทาบบัตร | |
|---|---|---|---|
| ความเร็วต่อคน | ปานกลาง | เร็ว | เร็วที่สุด |
| ทำบัตรสำรองให้คนอื่นได้ | ไม่ได้ | ไม่ได้ | ได้ |
| ใช้ตอนมือเปียกหรือเปื้อน | อ่านไม่ติด | ใช้ได้ | ใช้ได้ |
| ใส่ถุงมือ | ต้องถอด | ไม่ต้องถอด | ไม่ต้องถอด |
| ใส่หน้ากาก | ไม่เกี่ยว | บางรุ่นต้องถอด | ไม่เกี่ยว |
| ต้นทุนต่อประตู | ประหยัดที่สุด | สูงสุด | ปานกลาง |
| ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง | ไม่มี | ไม่มี | ต้องซื้อบัตรเพิ่ม |
แบบไหนเหมาะกับที่ไหน
สแกนลายนิ้วมือ — ออฟฟิศทั่วไป ห้องเก็บเอกสาร ห้องเซิร์ฟเวอร์
ประหยัดที่สุดและปลอมแปลงยาก เหมาะกับที่ที่คนเข้าออกไม่ถี่มากและมือสะอาด ข้อจำกัดคือคนที่มือลอกหรือลายนิ้วมือจางจะอ่านติดยาก ซึ่งพบได้ในคนที่ทำงานใช้มือหนักๆ
สแกนใบหน้า — โรงงาน ครัว ไซต์ก่อสร้าง คลินิก
เหมาะกับที่ที่มือไม่ว่างหรือมือเปื้อน ยกของอยู่ก็เดินผ่านได้เลย ไม่ต้องแตะอะไร เป็นข้อดีเรื่องสุขอนามัยด้วยในสถานที่ที่ต้องคุมความสะอาด ราคาสูงกว่าแบบอื่นแต่แลกมากับความสะดวกที่ต่างกันชัดเจน
ทาบบัตร — อาคารสำนักงานที่คนเยอะ หอพัก ที่จอดรถ
เร็วที่สุดและถูกที่สุดต่อคนเมื่อมีคนจำนวนมาก แจกบัตรให้ผู้มาติดต่อชั่วคราวได้ง่าย แต่มีจุดอ่อนสำคัญคือบัตรยืมกันได้ คนหนึ่งเอาบัตรให้อีกคนทาบแทนได้ ถ้าจะใช้ระบบนี้ควบคุมเวลาทำงานด้วยต้องยอมรับความเสี่ยงข้อนี้
ผสมกันได้ และมักเป็นทางที่ดีที่สุด
ไม่จำเป็นต้องใช้แบบเดียวทั้งอาคาร ตัวอย่างที่ใช้งานได้จริง
- ประตูหน้า ใช้ทาบบัตร เพราะคนเข้าออกเยอะ ต้องเร็ว
- ห้องเซิร์ฟเวอร์ ห้องการเงิน ใช้สแกนนิ้วหรือสแกนหน้า เพราะยืมกันไม่ได้
- ประตูไลน์ผลิต ใช้สแกนใบหน้า เพราะพนักงานใส่ถุงมือ
หรือจะตั้งให้ประตูสำคัญต้องทาบบัตรร่วมกับสแกนนิ้ว ทั้งสองอย่างถึงจะเปิดได้ก็ทำได้เช่นกัน
เรื่องตัวล็อกที่คนมักลืมคิด
เครื่องสแกนเป็นแค่ตัวตัดสินว่าจะเปิดหรือไม่เปิด ส่วนที่ล็อกประตูจริงคือตัวล็อกไฟฟ้า ซึ่งมีสองแบบและเลือกผิดอาจผิดกฎหมายอาคาร
แบบไฟดับแล้วปลดล็อก ไฟดับเมื่อไหร่ประตูเปิดออกได้เอง — ประตูทางหนีไฟต้องใช้แบบนี้เท่านั้น เพราะถ้าไฟดับตอนเกิดเหตุแล้วประตูล็อกค้าง คนออกไม่ได้
แบบไฟดับแล้วยังล็อกอยู่ ใช้กับห้องเก็บของมีค่าหรือห้องเซิร์ฟเวอร์ ที่ยอมให้ล็อกค้างได้เพราะไม่ใช่ทางออกฉุกเฉิน
เรื่องนี้ต้องดูหน้างานว่าประตูไหนเป็นทางหนีไฟ ตัดสินจากรูปหรือคำบอกเล่าอย่างเดียวไม่ได้
ไฟดับแล้วระบบยังทำงานไหม
ควรติดตั้งแบตสำรอง ให้ระบบทำงานต่อได้ช่วงไฟดับ ไม่งั้นไฟดับทีเดียวคนเข้าอาคารไม่ได้ทั้งวัน และข้อมูลเวลาเข้าออกช่วงนั้นก็จะขาดหายไปด้วย
ต่อยอดจากระบบกล้องที่มีอยู่ได้
เครื่องสแกนรุ่นใหม่ต่อผ่านสาย LAN เหมือนกล้องวงจรปิด IP ทุกอย่าง ถ้าอาคารมีสวิตช์ PoE อยู่แล้วและมีพอร์ตว่าง เสียบเพิ่มได้เลยโดยไม่ต้องเดินสายชุดใหม่ ประหยัดค่าแรงไปมาก
และเมื่ออยู่บนเครือข่ายเดียวกันแล้ว ยังตั้งให้เรียกดูภาพจากกล้องย้อนหลังตอนที่ประตูถูกเปิดได้ ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาต้องตรวจสอบย้อนหลัง
สรุป
เลือกจากลักษณะการใช้งานจริงเป็นหลัก ไม่ใช่จากราคา มือเปื้อนหรือใส่ถุงมือให้ใช้สแกนใบหน้า คนเยอะต้องเร็วให้ใช้ทาบบัตร ห้องสำคัญที่ห้ามยืมสิทธิ์กันให้ใช้สแกนนิ้วหรือสแกนหน้า
ช่างต้นคอมเซอร์วิสสำรวจหน้างานฟรี ดูให้ว่าประตูไหนควรใช้แบบไหน ตัวล็อกชนิดใด และสายเดิมต่อยอดได้แค่ไหน ดูรายละเอียดบริการติดตั้ง Access Control หรือโทร 096-045-4043